ความประทับใจของเด็กหญิงคนหนึ่งต่ออาจารย์ศัลยแพทย์ผู้เป็นที่รัก
posted on 24 Sep 2010 21:22 by kagayaki
ถึงฉันจะเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 4 แล้ว
แต่วันนี้กลับเรียกตัวเองว่าเด็กหญิง เพราะว่า....
ฉันมีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์ศัลยแพย์ท่านหนึ่ง ที่ทั้งชีวิตฉันคงไม่อาจลืมได้
ก่อนหน้านี้ฉันมีภาพพจน์เกี่ยวกับศัลยแพทย์ว่าต้องเป็นประเภทพูดจาไม่ชวนฟัง ไม่น่าติดตาม เอะอะก็จะจับไปผ่า~
แต่วันนี้ ไม่สิ สักสัปดาห์มาแล้วที่ฉันเปลี่ยนความคิดไปอย่างสิ้นเชิง
มีอาจารย์ศัลยแพทย์ท่านหนึ่ง สอนฉันด้วยความอ่อนโยนมาก อย่างเช่น เวลาสอนเย็บแผล ผูกไหมเย็บแผล นักศึกษาแพทย์ก็จะงงๆ ท่านก็สอนให้ทีละคน ดูให้แน่ใจว่าทำเป็น ใบหน้ายิ้มแย้มตลอด พูดจาอ่อนโยนทุกคำ ฉันเป็นเด็กที่โง่สักหน่อย ท่านก็ค่อยผูกให้ดู (ตั้งหลายรอบ~) ในที่สุดก็จับมือฉันผูก...
เหมือนฉันเป็นเด็กๆ....
เหมือนพ่อแม่สอนลูกจับช้อนกินข้าว...
ท่านให้การบ้านเย็บแผล (ไปเย็บกับหนังเทียม) มาส่ง วันนั้ฉันไม่คิดว่ามีเรียนกับอาจารย์ เพราะต้องเข้าห้องผ่าตัด ก็เลยไม่ได้เอาชุดเย็บแผลมาด้วย (+ ไม่ได้ทำการบ้านด้วยแหละ) แต่กลายเป็นว่า วันนั้นอาจารย์ก็เข้าไปช่วยดูการห้องผ่าตัด พอมีเวลาเหลือก็จับเด็กออกมาสอนเย็บแผล และเรียกให้มาส่งการบ้าน ฉันไม่ได้เอามา...
อาจารย์ถามฉันถึงการบ้าน
ฉันตอบไปว่า "อยู่ที่หอค่ะ.." (ไม่ได้โกหกนะคะ อยู่ที่หอจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ทำด้วย)
อาจารย์ตอบแบบรู้ทันเด็กๆ "ไม่เป็นไร ว่างเมื่อไรค่อยทำแล้วเอามาให้พี่ดูก็ได้" ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ฉันรู้สึกอยากมีการบ้านเย็บแผลที่เสร็จเรียบร้อยและเย็บแผลอย่างสวยงามมาส่งในตอนนั้นจริงๆ
ตอนกลางวันฉันรีบเดินกลับจากโรงพยาบาลไปที่หอ ไปนั่งเย็บแผลอย่างตั้งใจ เพราะตอนบ่ายจะมีเรียนกับอาจารย์ท่านนั้นอีก เผื่อจะเสร็จทันส่งอาจารย์
เย็บได้สองเข็ม ก็ต้องรีบกลับไปโรงพยาบาล ได้เรียนเรื่อง Short drain (การตัดสายระบายจากช่องท้อง) กับอาจารย์ แต่ก็ยังไม่ได้ส่งการบ้าน ^ ^ เพราะยังไม่เสร็จนี่นา...
หมดเวลาแล้วซี บ่ายสองครึ่งฉันต้องเลิกเรียนแล้วไปร่วมกิจกรรมคณะ ส่วนมากจะเป็นกิจกรรมให้ความรู้ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "พุธบ่าย" แต่โดนเปลี่ยนชื่อโดยอาจารย์ศัลยแพทย์ของฉัน เป็น "พุธบ่ายคลายเครียด"
พุธบ่ายครั้งนี้สอนเรื่องโภชนาการ แต่เชอะ..นึกเหรอว่าฉันจะตั้งใจฟังตาแป๋ว ฉันนั่งเย็บแผลและผูกปม Square-knot ให้เสร็จตะหาก เข้าไปเพื่อให้เค้าเช็คชื่อแค่นั้นแหละ
ตอนค่ำฉันนั่งทบทวนว่าอะไรคือสิ่งที่หายไปจากชีวิตของฉัน ฉัน(เข้าใจเอาเองมาตลอด)ว่าตัวเองเป็นคนฉลาด กล้าเแสดงออก ใจดี ช่วยเหลือผู้อื่นตามที่เห็นสมควร รักเพื่อนมนุษย์ แต่กลับรู้สึกว่ามีอะไรยังขาดหายไป
เมื่อนึกถึงท่าทางของอาจารย์ก็ทำให้ฉันนึกออก ฉันขาดความอ่อนโยนที่จะให้คนอื่นนั่นเอง การพูดกับคนอื่นเพราะๆ ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล โดยทั้งหมดทำออกมาจาก "หัวใจ" พูดด้วยความปรารถนาดี แค่นี้ ก็ทำให้คนรอบข้างมีความสุขและอบอุ่นใจได้มากแล้ว และคนที่จะมีความสุขกับการกระทำต่างๆเหล่านี้มากสุดๆคนหนึ่งก็คือ ตัวเรานนั่นเอง
ฉันเลยพยายามอ่อนโยน เป็นคนดี และช่วยเหลือผู้อื่นให้มากขึึ้น แม้ว่าส่วนมากจะเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น ปิดม่ายให้เวลาตรวจผู้ป่วย พูดด้วยน้ำเสียงและจิตใจที่อ่อนโยนขึ้น คอยวื่งไปเอาถุงมือ ก๊อซ มาให้เวลาทำแผล...
วันนี้ในชั่วโมงเอ็มเอ็ม (MM : Morbidity and mortality รายงานการเจ็บป่วยและการตาย) พี่แพทย์ resident ศัลยศาสตร์ปีสุดท้ายมานำเสนอถึงเคสหนักๆ กัับเคสที่เสียชีวิต อาจารย์เรียกให้ฉันตอบคำถาม อ่านฟิล์ม ไม่ไ้ด้ตอบถูก 100% อาจารย์ก็ขำๆ แล้วก็เรียกฉันว่า เด็กหญิง ตามด้วยชื่อเล่น
เป็นสิบปีแล้วได้ไหมที่ไม่มีใครเรียกฉันอย่างนี้...
ไม่ว่าอาารย์จะมองออกไม่ก็ตามว่าส่วนหนึ่งของตัวตนที่แท้จริงของฉัน ที่เป็นเด็กหญิงที่อยากให้คนรัก คนชม เป็นเด็กที่พร้อมจะพยายามทำอะไรให้ดีที่สุดถ้ามีคนชมและยืนยันว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งดี แต่ทุกสิ่งตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากความรู้ที่ได้แล้ว ฉันยังได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงและสิ่งที่ฉันอยากเป็นมากขึ้น คือ การมีจิตใจที่อ่อนโยนกับเพื่อนมนุษย์ และการมีจิตใจที่อ่อนโยนเพื่อเป็นเพื่อนกับตัวเอง นี่แหละ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดที่อาารย์ศัลยแพทย์ผู้นั้นได้ทำให้ฉันเปลี่ยนชีวิตนับจากนี้ไป
